เมื่อดาวมวลมากหมดอายุขัย พวกมันอาจกลายเป็นดาวยักษ์แดงหรือระเบิดเป็นซูเปอร์โนวาที่ทรงพลัง ซึ่งการคาดการณ์ว่าซูเปอร์โนวาจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่นั้น แทบจะใกล้เคียงกับคำว่าเป็นไปไม่ได้เลย แต่อาจไม่ใช่สำหรับซูเปอร์โนวาที่ชื่อ “รีเควียม” (Requiem) เพราะล่าสุดนักดาราศาสตร์คาดการณ์มาแล้วว่าพวกมันจะระเบิดขึ้น “อีกครั้ง” ในปี 2037

ภาพถ่ายจากกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล แสดงให้เห็นแสงจากซูเปอร์โนวารีเควียมที่ปรากฎในจุดต่างกัน 3 จุด (วงกลมสีขาว) บริเวณรอบ ๆ กลุ่มกาแล็กซี MACS J0138.0-2155 ก่อนที่แสงดังกล่าวจะหายไปในปี 2019 นั่นเอง

โดยบทความที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Nature Astronomy เมื่อวันที่ 13 กันยายน ที่ผ่านมาระบุว่า ซูเปอร์โนวารีเควียมจะระเบิดเป็นครั้งที่ 4 ในอีก 16 ปี ข้างหน้า หลังจากที่เคยระเบิดมาก่อนหน้านี้ 3 ครั้งในปี 2016 ซึ่งในครั้งนั้นนักดาราศาสตร์พบพวกมันโดยบังเอิญขณะส่องหากาแล็กซีที่อยู่ห่างไกลด้วยกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล ซึ่งสิ่งที่พวกเขาเห็นคือ จุดเล็ก ๆ สามจุดที่มีระดับความสว่างต่างกันกระจัดกระจายเป็นรูปโค้งรอบแกนกลาง ก่อนจะทราบในภายหลังว่า เป็นผลจากการระเบิดของดาวฤกษ์ที่อยู่ห่างออกไป 1 หมื่นล้านปีแสงนั่นเอง

ถ้าอยู่ห่างกันขนาดนั้นแล้วพวกเขาพบมันได้ยังไง ? : นั่นเป็นเพราะสิ่งที่เรียกว่า “ปรากฏการณ์เลนส์ความโน้มถ่วง” (Gravitational lens) กล่าวคือ เมื่อวัตถุมวลมาก เช่น กลุ่มของกาแล็กซีหรือหลุมดำอยู่ “ระหว่าง” แหล่งกำเนิดแสง (ซูเปอร์โนวา) กับผู้สังเกตการณ์ (โลก) แสงที่ส่องมาจากแหล่งกำเนิดอันไกลโพ้นจะถูกดึงดูดด้วยแรงโน้มถ่วงเมื่อเข้าใกล้วัตถุมวลมาก ทำให้แสงที่ผ่านจะต่อไปยังผู้สังเกตการณ์ปรากฏเป็นภาพที่ผิดเพี้ยน เช่น โค้งงอ หรือกระจัดกระจาย อีกทั้งภาพที่เกิดขึ้นจากแหล่งกำเนิด อาจถูกย่อหรือขยายโดยวัตถุมวลมากเหล่านี้ได้ด้วย

ภาพจำลองการเกิดปรากฏการณ์เลนส์ความโน้มถ่วง ซึ่งจะเห็นการเดินทางของแสงจากแหล่งกำเนิด (สีส้ม) ที่ถูกบิดโค้งโดยแรงโน้มถ่วงของกลุ่มกาแล็กซีที่อยู่ตรงกลาง ทำให้ภาพที่ส่งมายังผู้สังเกตการณ์ (โลก, กล้องโทรทรรศน์อวกาศ) ผิดเพี้ยนไป

ซึ่งวัตถุมวลมากที่อยู่ระหว่างซูเปอร์โนวาและโลกในครั้งนี้คือ กลุ่มของกาแล็กซีที่ชื่อว่า MACS J0138.0-2155 จะทำหน้าที่เป็น “แว่นขยาย” โดยในปี 2016 มันได้เผยให้เห็นการระเบิดของซูเปอร์โนวา 3 จุดในภาพถ่าย ซึ่งอิงตามเส้นทางที่ต่างกันสามเส้นทางที่แสงเดินทางเข้าใกล้กลุ่มของกาแล็กซีดังกล่าวนั่นเอง

ทั้งนี้ การคาดคะเนว่าซูเปอร์โนวาจะมองเห็นได้อีกครั้ง (แม้ว่าจะไม่ได้ด้วยตาเปล่า) ซึ่งช้ากว่าก่อนหน้าถึงสองทศวรรษเป็นเพราะ มันอยู่ห่างออกไปไกลถึง 4 พันล้านปีแสง อีกทั้งยังต้องเดินทางผ่านสสารมืดที่รวมตัวกันอย่างหนาแน่นภายในกลุ่มกาแล็กซี โดยสสารมืดนั้นเป็นสสารลึกลับที่เชื่อกันว่าประกอบอยู่ใน 95% ของจักรวาลของเรา ในขณะที่เรามองเห็นมันเพียง 5% เท่านั้น ดังนั้นพวกมันจึงมีบทบาทสำคัญต่อแรงโน้มถ่วงส่วนใหญ่ในเอกภพ

กล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล

ศาสตราจารย์กาเบรียล บรัมเมอร์ ผู้นำการศึกษาครั้งนี้กล่าวว่า “การระเบิดของซูเปอร์โนวารีเควียมนั้นเกิดขึ้นเมื่อ 1 หมื่นล้านปีที่แล้ว ซึ่งเกิดขึ้นนานก่อนที่ดวงอาทิตย์ของเราจะเกิดขึ้นเสียอีก แต่แสงจากการระเบิดครั้งนั้นเพิ่งเดินทางมาถึงเรา หากเราได้เห็นการระเบิดอีกครั้งในปี 2037 มันจะไม่เพียงแต่ยืนยันความเข้าใจของเราเกี่ยวกับแรงโน้มถ่วง แต่ยังช่วยให้กระจ่างเกี่ยวกับปริศนาอื่น ๆ ในจักรวาลที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการขยายตัวของจักรวาล”

“การทำความเข้าใจโครงสร้างของจักรวาลจะมีความสำคัญสำหรับหอสังเกตการณ์บนพื้นดินหลักและองค์กรอวกาศระหว่างประเทศในทศวรรษหน้า การศึกษาเหล่านี้ช่วยให้การตรวจพบซูเปอร์โนวากลายเป็นเรื่องง่ายในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา และอาจจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะกล้องโทรทรรศน์มุมกว้างได้ถูกออกแบบมาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เช่น หอดูดาว Vera C. Rubin ซึ่งตั้งอยู่ในประเทศชิลี หรือกล้องโทรทรรศน์อวกาศ Nancy Grace Roman ของนาซ่า” ศาสตราจารย์กาเบรียลกล่าว

จำนวนทั้งหมด 2384 รายการ
1
...
3
4
5
6
7
...
199