“หากมีแนวปะการังบริเวณใด – ได้รับความนิยมมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมเยอะ – ผลกระทบต่อปะการังและสิ่งมีชีวิตใต้ทะเลก็ย่อมสูงตามไปด้วย” ซึ่งการที่ปะการังตาย หลายคนอาจคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่จริง ๆ มันโคตรใกล้ตัวเลยนะ

เพราะผลกระทบที่เกิดขึ้นจะส่งต่อกันเป็นลูกโซ่แก่สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ รวมมนุษย์ด้วย เพราะแนวปะการังเป็นแหล่งหลบภัยของสัตว์ทะเล (และยังเป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำตัวอ่อนอีกมากมาย) ซึ่งเกี่ยวพันอย่างยิ่งกับความอุดมสมบูรณ์และระบบนิเวศของธรรมชาติใต้ทะเล ซึ่งแน่นอนว่ามนุษย์เราก็ต้องพึ่งพาทะเลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทั้งการทำประมงและการท่องเที่ยว โดยเป็นทั้งแหล่งอาหาร โอกาสในการสร้างอาชีพ และรายได้ให้แก่ชุมชนบริเวณนั้น

โดยก่อนหน้านี้เมื่อปี พ.ศ.2553 ประเทศของเราเพิ่งพบเจอกับปรากฏการณ์ “ปะการังฟอกขาว” (Coral Bleaching) จากการที่น้ำทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้นมา 1-2 องศาเซลเซียส ภายในระยะเวลาเพียง 3 สัปดาห์ ซึ่งพวกมันสามารถดำรงชีวิตในสภาวะอ่อนแอเช่นนี้อยู่ได้เพียง 2-3 เดือน (หากเกินกว่านั้นก็จะตายในที่สุด) เป็นสิ่งมีชีวิตสำคัญสุด ๆ แต่ก็อ่อนไหวมากเช่นกัน

ซึ่งวิธีที่จะช่วยรักษาปะการังที่ดีที่สุดคือ “ปล่อยมันไปและไม่ต้องยุ่งกับมัน” แต่การจะประกาศปิดจุดดำน้ำไปอย่างนั้นเลยก็คงไม่ได้ เพราะอย่างที่บอกครับว่า “มนุษย์เรายังต้องพึ่งพาทะเลอยู่ทั้งทางตรงและทางอ้อม” (เศรษฐกิจของประเทศเราพึ่งพาการท่องเที่ยวเป็นหลัก) ทำให้เกิดการสร้าง “แหล่งดำน้ำโดยมนุษย์” (Man-made Dive sites) เพราะหากเราสร้างแหล่งดำน้ำเพื่อการท่องเที่ยวขึ้นมาทดแทนได้ ก็จะช่วยลดผลกระทบต่อแนวปะการังธรรมชาติให้มีโอกาสฟื้นตัวได้เร็วขึ้น และไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของคนในท้องถิ่นรวมถึงธุรกิจท่องเที่ยวอีกด้วย

ปตท.สผ. (PTTEP) จึงได้ร่วมกับหลายหน่วยงานและชุมชนในพื้นที่ ในการทำภารกิจครั้งนี้ โดยได้รับการสนับสนุนเรือหลวง 2 ลำจากกองทัพเรือ สำหรับการนำมาวางเป็นแนวปะการังเทียมเพื่อเป็นแหล่งดำน้ำสำหรับนักท่องเที่ยว คือ 1.เรือหลวงปราบ (วางที่เกาะง่ามน้อย จังหวัดชุมพร) และ 2.เรือหลวงสัตกูด (วางที่เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี)

โดยที่บริเวณเกาะง่ามน้อย (จุดวางเรือหลวงปราบ) ก็เป็นเกาะสัมปทานนกนางแอ่นที่มีผาหินปูนสูงชัน มีปลาอาศัยอยู่จำนวนมาก และเป็นแหล่งดำน้ำตื้นที่มีชื่อเสียง ส่วนที่บริเวณเกาะเต่า (จุดวางเรือหลวงสัตกูด) จะวางในตำแหน่งบริเวณใกล้กองหินขาว ซึ่งเป็นจุดดำน้ำสำคัญทางทิศตะวันตกของเกาะ และเป็นแหล่งอาศัยของสัตว์เกาะติดจำนวนมากเลยล่ะครับ

ซึ่งในอดีตเมื่อปี พ.ศ.2490 เรือหลวงทั้งสองลำ เคยเป็นเรือยกพลขึ้นบกขนาดเล็ก (Landing Craft Infantry) มีความยาวร่วม 50 เมตร ทำหน้าที่ลำเลียงพลขึ้นบก – ลาดตระเวนน่านน้ำช่วยเหลือเรือที่ประสบอุบัติเหตุ – และทำหน้าที่เป็น “เรือครู” ให้นักเรียนนายเรือใช้ฝึกหลักสูตรการเดินเรือและใช้อาวุธ และมาปลดประจำการไปเมื่อปี พ.ศ.2549 (ทำหน้าที่มานานกว่า 59 ปีเลยล่ะ)

และย่อหน้านี้คือไฮไลท์เลยก็ว่าได้ เพราะการจะหย่อนวัตถุขนาดใหญ่ลงไปใต้ทะเลนั้น ไม่ใช่คิดจะโยนลงไป “ตู้ม!” เลยก็ได้นะ เพราะจะต้องเลือกพื้นที่ – ศึกษาผลกระทบระบบนิเวศ – และวางแผนอย่างดีเสียก่อน มิเช่นนั้น หากหย่อนลงไปเลยจากที่จะเข้าไปช่วยจะกลายเป็นทำลายให้เละกว่าเดิมเลยล่ะ และนี่คือหลักเกณฑ์สำคัญที่นักวิชาการหยิบมาช่วยในการตัดสินใจเลือกพื้นที่ครับ (พื้นที่วางเรือต้องช่วยลดผลกระทบที่เกิดกับแนวปะการังได้จริง, ต้องเป็นตำแหน่งที่นักดำน้ำสามารถเดินทางมาได้สะดวก, และไม่ไกลจากแนวปะการังธรรมชาติ ซึ่งเป็นจุดท่องเที่ยวเดิมมากนัก)

และนอกจากการเลือกพื้นที่แล้ว ตัวเรือทั้งสองลำก็ต้องถูกจัดการให้เรียบร้อยด้วย ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาดเรือ ทาสีเรือใหม่ด้วยสีไร้สารตะกั่วทั่วทั้งลำ กำจัดสิ่งที่อาจส่งผลกระทบต่อกุ้ง หอย ปู ปลา รวมถึงการปรับโครงสร้างที่อาจเป็นอันตรายต่อนักดำน้ำ และการติดป้ายบอกเขตดำน้ำเฉพาะสำหรับนักดำน้ำที่ผ่านการอบรมหลักการดำน้ำเรือจม (Wreck Diving) ด้วยครับ

ยังนะ ยังไม่จบ เพราะหลังจากเรือถูกวางลงใต้ทะเลเมื่อปี พ.ศ.2554 แล้ว ก็ต้องมีการติดตามงาน ทั้งการติดตามปริมาณตะกอนฟุ้งกระจาย ขยะหรือสารที่หลงเหลืออยู่ในเรือ สภาพพื้นท้องทะเลและกระแสน้ำ ซึ่งผลการศึกษา ไม่พบผลกระทบต่อพื้นท้องทะเล ปัจจุบันมีชนิดของปลาเพิ่มขึ้น 60-70 ชนิด โดยเฉพาะที่จุดวางเรือหลวงปราบ จะเจอฉลามวาฬกันได้บ่อย ๆ และสำหรับสัตว์เกาะติด เช่น ฟองน้ำเคลือบ และปะการังดำซึ่งเป็นสัตว์พันธุ์เด่น ก็มีเพิ่มขึ้นมากด้วย

ปัจจุบันปี พ.ศ.2564 “เรือครู” ทั้งสองลำมีส่วนช่วยพิทักษ์ทะเลไทยเกินความคาดหมาย ช่วยพัฒนาให้พื้นที่เป็นแนวปะการังเทียมที่เป็นบ้านของสัตว์น้ำและสัตว์เกาะติด ทั้งยังเป็นแหล่งเรียนรู้และแหล่งท่องเที่ยว สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชุมชนและผู้ประกอบการในพื้นที่ปีละกว่า 59 ล้านบาท จากจำนวนผู้เยี่ยมชม 28,000 คนต่อปีเลยทีเดียวครับ

แต่ถึงกระนั้น การจะรักษาแนวปะการัง (ทั้งแท้และเทียม) ให้คงอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ต้องอาศัยความร่วมมือกันอีกหลายด้าน ยิ่งเมื่อเรือบริการนักท่องเที่ยวจำนวนมากต่างพากันเข้ามาในพื้นที่ ผลกระทบจากการ “ทอดสมอจอดเรือ” จึงอาจทำลายแนวปะการังได้อย่างไม่คาดคิด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากทุกคนในการระมัดระวัง เพื่อทะเลที่สวยงามและยั่งยืนต่อไปครับ

Fact – คือปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก และยังเป็นหนึ่งในสายพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์มากที่สุดของฉลาม โดยจะพบที่เรือหลวงปราบมากที่สุดในช่วงเดือนเมษายนถึงเดือนกันยายน

Fact 2 – เกาะเต่า (Koh Tao island) ของประเทศไทย “เป็นแหล่งดำน้ำอันดับท็อปของโลก” ด้วยตัวเลขปกติก่อนเกิดโควิดมีนักท่องเที่ยงเข้ามาเยี่ยมชมปะการังธรรมชาติ ณ ท้องทะเลแห่งนี้ มากถึง 3.5 แสนคนต่อปีเลยล่ะ (ต้องลองไปให้ได้สักครั้งเหมือนกันแล้ว)

#OceanForLife #ทะเลเพื่อชีวิต

จำนวนทั้งหมด 2420 รายการ
1
2
3
4
5
6
...
202