ย้อนไปในปี ค.ศ.1957 ณ ห้องทดลองในเมืองริโอ คลาโร ประเทศบราซิล ที่ซึ่งนักชีววิทยาอย่าง “วาร์วิก เคอร์” (Warwick Kerr) ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้สร้างผึ้งสายพันธุ์ใหม่ที่สามารถผลิตน้ำผึ้งได้มากขึ้น ด้วยเหตุนี้ เคอร์จึงนำผึ้งสายพันธุ์แอฟริกามาผสมข้ามสายพันธุ์กับผึ้งยุโรปสายพันธุ์อิตาลีและสายพันธุ์ไอบีเรีย ทว่าผลที่ตามมาหลังจากนั้นกลับไปไกลเกินกว่าที่พวกเขาคาดคิดมาก

Africanized honey bee หรือ ผึ้งนักล่า

โดยผึ้งที่เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ครั้งนี้มีชื่อว่า “Africanized honey bee” หรือชื่อเล่นว่า “ผึ้งนักล่า” (Killer Bee) เป็นลูกผสมที่มีขนาดเล็กเหมือนผึ้งยุโรป และทำงานได้ดีในพื้นที่เขตร้อนแบบผึ้งแอฟริกา ซึ่งผลที่ได้มันก็ประสบความสำเร็จตามเป้าจริง ๆ ผึ้งนักล่าสามารถผลิตน้ำผึ้งได้มากขึ้น แต่ในทางตรงกันข้าม พวกมันกลับมีสัญชาตญาณในการป้องกันอาณานิคมที่รุนแรงมาก ซึ่งจะว่าไปแล้วหากพวกมันอยู่แต่ในห้องทดลองก็ดูจะไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าไร แต่ทว่าไม่นานหลังจากนั้นดันมีผึ้งนักล่า 26 ตัวหลุดออกมาจากห้องทดลงนี่ละครับ

การหลบหนีเข้าไปในป่าของผึ้งนักล่า ตามมาด้วยการแพร่พันธุ์อย่างรวดเร็วทั้งในอเมริกาใต้ อเมริกากลาง จนกระทั่งช่วงปี 1985 มันได้แผ่ขยายเข้าไปในหลายรัฐของสหรัฐอเมริกา ก่อนจะกระจายตัวถึงจุดสูงสุดในปี 1990 ซึ่งนับตั้งแต่นั้นมีผู้คนทั่วโลกถูกผึ้งชนิดนี้คร่าชีวิตไปแล้กว่า 1,000 คน แถมสัตว์ต่าง ๆ ที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อีกหลายร้อยตัว อาทิ วัว หมู และสุนัขก็ล้วนแล้วแต่เคยโดนพวกมันโจมตีจนตายมาแล้วทั้งสิ้น

อันที่จริงแล้วหากเทียบกันตัวต่อตัว ผึ้งนักล่าก็ไม่ได้มีความน่ากลัวกว่าผึ้งยุโรปเท่าใดนัก หากแต่ว่าผึ้งนักล่าเป็นชนิดที่ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง ดังนั้นการโจมตีพร้อมกับพรรคพวกในแต่ละครั้ง ทำให้พวกมันสามารถฝังเหล็กไนบนตัวเหยื่อได้มากกว่าผึ้งยุโรปถึง 10 เท่า แถมยังจู่โจมได้รวดเร็วกว่าผึ้งยุโรปอีก 10 เท่าเช่นกัน ที่สำคัญพวกมันยังสามารถบินไล่ตามเหยื่อไปได้ไกลถึง 400-500 เมตรเลยทีเดียว

โดยสิ่งที่ทำให้ผึ้งนักล่าดูจะน่าสะพรึงที่สุดนั้น เป็นเพราะอาณานิคมของพวกมันที่สามารถรวมฝูงได้มากกว่า 300,000-800,000 ตัว โดยในการโจมตีเหยื่อแต่ละรอบอาจมีผึ้งมากเกิน 1,000 ตัวร่วมตะลุมบอนใส่ศัตรู ซึ่งในทุก ๆ ครั้งของการต่อยเหยื่อพวกมันจะหลั่งฟีโรโมนออกมาด้วย เพื่อเรียกให้สมาชิกในรังมาโจมตีเหยื่อที่เป็นเป้าหมายมากขึ้น โดยนักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า มนุษย์อาจเสียชีวิตได้หลังจากโดนเหล็กในประมาณ 1,000 แท่งนั่นเอง

ทั้งนี้ ภัยคุกคามจากผึ้งนักล่าไม่ได้หยุดเพียงแค่การโจมตี พวกมันยังถือเป็นศัตรูของเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งในหลายพื้นที่ด้วยเช่นกัน ดังนั้น การมีประชากรผึ้งที่ก้าวร้าวไม่ได้ส่งผลดีต่อผู้เลี้ยงแน่นอน ที่สำคัญ แม้จะกล่าวได้ว่ามันเป็นสัตว์ที่ผลิตน้ำหวานได้มากในพื้นที่เขตร้อนหรือกึ่งเขตร้อน แต่เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาวพวกมันกลับทิ้งรังไปดื้อ ๆ ซะอย่างนั้น

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยที่ตีพิมพ์ลงในวารสาร Frontiers เมื่อเดือนพฤศจิกายน ปี 2020 ระบุว่า ตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา ประชากรผึ้งนักล่าได้แพร่กระจายไปยังพื้นที่หลายล้านกิโลเมตร แม้กระทั่งในที่ที่ไม่เคยมีผึ้งชนิดใดอาศัยมาก่อน ซึ่งนั่นส่งผลดีต่อพืชดอกหลายชนิดที่ได้รับการผสมเกสรจากผึ้งนักล่า โดยการสำรวจพื้นที่ในเม็กซิโกยังเผยให้เห็นว่า ผึ้งนักล่าบริโภคละอองเกสรมากถึง 2,000 ล้านกิโลกรัมต่อปีเลยทีเดียว ดังนั้นในบางมุม เราอาจต้องขอบคุณความซุ่มซ่ามของนักวิจัยที่ปล่อยมันหลุดออกมาเมื่อหลายสิบปีก่อนก็เป็นได้

จำนวนทั้งหมด 2384 รายการ
1
2
3
4
5
6
...
199