ข้อมูลของ National Weather Service ระบุว่า ในชั่วชีวิตของคนคนหนึ่งมีโอกาส 1 ใน 15,300 ที่จะถูกฟ้าผ่าได้ ซึ่งในแต่ละปีผู้คนทั่วโลกจะถูกฟ้าผ่าประมาณ 240,000 คน และในจำนวนนี้มีมากถึง 24,000 คนที่ต้องเสียชีวิต โดยพื้นที่ที่มีภูมิประเทศเป็นภูเขาและกระแสลมที่มีความชื้นสูงจะมีอัตราการเกิดฟ้าผ่าได้มากที่สุด ซึ่งแม้ว่าในแต่ละประเทศจะมีอัตราของผู้เสียชีวิตไม่มากนัก แต่สำหรับผู้ที่รอดชีวิตล่ะ..เกิดอะไรขึ้นกับพวกเขาบ้าง ?

ฟ้าผ่าในซานฟรานซิสโก

ฟ้าผ่าเกิดจากการสะสมประจุไฟฟ้าสถิตในก้อนเมฆ และเกิดการถ่ายเทไฟฟ้าปริมาณมหาศาลระหว่างก้อนเมฆกับพื้นผิวโลก กลายเป็นกระแสไฟฟ้าที่มีความต่างศักย์ตั้งแต่ 10-2,000 ล้านโวลต์ มีความร้อนสูงถึง 15,000-30,000 องศาเซลเซียส (มากกว่าผิวดวงอาทิตย์ 6 เท่า) ซึ่งการที่ฟ้าผ่านั้น เกิดจากกระแสไฟฟ้ามุ่งสู่พื้นดิน ซึ่งมันจะพยายามหาเส้นทางที่จะวิ่งลงดินได้ไวที่สุด อาจจะเป็นต้นไม้ อาคาร หรือคนที่ยืนอยู่กลางแจ้ง

เอริค บรอกเคิลแบงค์ ชายวัย 64 ปี ที่รอดชีวิตจากการโดนฟ้าผ่า โดยในเดือนมิถุนายน ปี 2009 ขณะกำลังยืนทอดไส้กรอก จู่ ๆ สายฟ้าก็ฟาดลงมาใส่ส้อมที่เอริคถือจนทำให้ส้อมดังกล่าวละลายคามือ โชคดีที่เอริครอดมาได้ แต่ร่างกายของเขาก็เต็มไปด้วยรอย “ลิชเทนเบิร์ก” (Lichtenberg) ซึ่งเป็นชื่อเรียกของรอยบาดแผลจากคลื่นไฟฟ้าที่วิ่งไปบนผิวหนังจนทำให้เส้นเลือดฝอยแตก และมีลักษณะเหมือนรากต้นไม้ หรือดอกไม้กระจายอยู่ทั่วร่างกาย ซึ่งปกติแล้วจะหายได้เองใน 2-3 วัน

ร่องรอยบาดแผลที่เกิดขึ้นจากฟ้าผ่าซึ่งเรียกว่า ลิชเทนเบิร์ก

ว่าแต่..โดนความร้อนสูงขนาดนั้นน่าจะละลายไปพร้อมกับส้อมไม่ใช่เหรอ ? ตอบ : สาเหตุส่วนใหญ่ที่คนจะเสียชีวิตจากการถูกฟ้าผ่า เกิดจากกระแสไฟฟ้าวิ่งผ่านหัวใจ-ทำให้หัวใจช็อกและหยุดเต้น ดังงนั้น คนที่รอดตายมาได้หมายความว่ากระไฟฟ้าวิ่งผ่านร่างกายก็จริง-แต่ไม่ได้ผ่านหัวใจ จึงเพียงได้รับบาดเจ็บเท่านั้น และสาเหตุที่แม้ไฟฟ้าจะมีความร้อนสูง แต่ร่างกายไม่ถูกไหม้จะละลายเป็นเพราะสายฟ้าจะวิ่งผ่านร่างกายเพียง 2-3 ไมโครวินาที ซึ่งไม่นานพอจะละลายร่างกายมนุษย์ได้นั่นเอง เพียงแต่จะสร้างรอยแผลลิชเทนเบิร์กไว้ก็เท่านั้น

ทั้งนี้ แม้จะรอดจากการฟ้าผ่ามาได้ แต่ 75 เปอร์เซ็นต์ของผู้รอดชีวิตมักมีปัญหาทั้งด้านร่างกายหรือจิตใจอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการกลายเป็นผู้ทุพพลภาพแบบใดแบบหนึ่งอย่างถาวรด้วย เช่น หูหนวก กล้ามเนื้อลีบ สูญเสียความทรงจำ หรืออารมณ์แปรปรวน โดยในกรณีของเอริค เขาได้รับบาดแผลที่ปอดจนทำให้เกิดภาวะหายใจไม่ออกได้ง่าย แถมในบางครั้งร่างกายก็เคลื่อนไหวไม่ได้จนต้องนั่งรถเข็น

แต่ทว่า บางกรณีของผู้ที่เคยถูกฟ้าผ่าก็อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงบวกเช่นกัน โดยข้อมูลจาก Psychology Today เผยว่า นายแพทย์โทนี ซิโคเรีย ซึ่งถูกฟ้าผ่าจนหมดสติเมื่อปี 1994 แต่หลังจากตื่นขึ้นมา โทนีค้นพบว่าตัวเขารู้สึกอยากเล่นเปียโนมาก ๆ ทั้งที่ไม่เคยสนใจเครื่องดนตรีชนิดนี้มาก่อน กระทั่งในที่สุดเขาก็หัดเล่นเปียโนจนสามารถแต่งเพลงได้ ก่อนจะละทิ้งอาชีพศัลยแพทย์และกลายเป็นนักดนตรีคลาสสิคในที่สุด

นอกจากนี้ ข้อมูลของ Wilderness Medical Society ยังระบุว่า ในทุก ๆ 1 วินาที ทั่วโลกจะมีฟ้าผ่าเกิดขึ้น 50 ครั้ง โดยผู้ชายจะมีแนวโน้มถูกฟ้าผ่ามากกว่าผู้หญิง 4 เท่า เนื่องจากเป็นเพศที่มักมีกิจกรรมนอกบ้านมากกว่า ซึ่งกิจกรรมหรือสันทนาการที่นำไปสู่การถูกฟ้าผ่ามากที่สุดคือ การเล่นกอล์ฟและการตกปลา อย่างไรก็ตาม เราสามารถช่วยเหลือผู้ที่ถูกฟ้าผ่าได้ในทันที เพราะร่างกายของพวกเขาไม่ได้เก็บประจุไฟฟ้าแต่อย่างใด

จำนวนทั้งหมด 2384 รายการ
1
2
3
4
5
...
199