ถ้าพูดถึง “นินจา” สิ่งแรก ๆ ที่ผุดขึ้นมาในหัว นอกจากเครื่องแต่งกายที่เป็นเอกลักษณ์ ก็คงจะเป็น “การประสานอิน” หรือในภาษาญี่ปุ่นที่เรียกกันว่า “คุจิ คิริ” (Kuji Kiri) ซึ่งเชื่อหรือไม่ว่ามันมีอยู่จริง ! และสามารถใช้งานได้ แถมไม่ใช่ความเชื่อหรือไสยศาสตร์ แต่มันวิทยาศาสตร์สุด ๆ เลยล่ะ

ความจริง “การประสานอิน” ของนินจาไม่ได้ทำเพื่อสร้างคาถาปล่อยลูกไฟหรือกระสุนวงจักรแบบในอนิเมะ แต่ทำเพื่อเป็นการสร้างสมาธิ ลดความเครียด เพิ่มปฏิกิริยาการตอบสนอง และลดความเจ็บปวด แถมเพิ่มอัตราการฟื้นฟูร่างกายได้รวดเร็วขึ้นกว่าปกติ โดยการประสานอินมีทั้งหมด 9 ท่า ได้แก่ ริน, โป, โต, ชา, ไก, จิน, เร็ทสึ, ไซ, เซ็น แต่ละท่าจะมีความหมายที่แตกต่างกันออกไป 

ทั้งนี้ มีการศึกษาแล้วว่ามันได้ผลจริง อ้างอิงจากผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิเอะ ประเทศญี่ปุ่น พบว่าหลังจากผู้เข้าร่วมการทดลองทำการประสานอิน คลื่นเบต้าในสมองจะลดลง ซึ่งเป็นคลื่นที่เกี่ยวข้องกับความรู้สึกด้านลบ ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความกังวล ต่าง ๆ แต่ในขณะเดียวกัน คลื่นอัลฟาในสมองกลับเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นคลื่นที่เกี่ยวกับความรู้สึกด้านบวก (ตรวจสอบด้วยเทคนิค EEG) ผลของการประสานอินจะมีระยะเวลานานสุด 30 นาที

นี่จึงหมายความว่าการทำ คุจิ คิริ ช่วยให้สภาวะจิตใจสงบ ผ่อนคลาย ส่งผลให้การตัดสินใจและประสาทสัมผัสต่างๆ ก็จะแม่นยำขึ้น ดังนั้น หากมองย้อนไปในประวัติศาสตร์ของนินจาที่ทำหน้าที่เป็นนักฆ่า รอบสังหาร หรือปฏิบัติงานอย่างลับ ๆ ที่ต้องอาศัยความใจเย็นและเฉียบคม นับว่าการทำ คุจิ คิริ เป็นอะไรที่มีประโยชน์และจำเป็นมากจริง ๆ

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เดิมทีการประสานอินแบบนี้เป็นหลักการปฏิบัติทางพระพุทธศาสนาของญี่ปุ่น แต่ทว่าเหล่านินจาเป็นผู้นำมาประยุคต์ใช้ โดยนินจาจะทำการประสานอินวันละ 2 ครั้ง คือตอนเช้ากับตอนกลางคืน แต่ในกรณีฉุกเฉินก็สามารถงัดขึ้นมาใช้ได้เช่นกัน เช่นตอนที่เข้าเขตแดนของศัตรูแล้วเกิดความเครียด ความกดดัน หรือการได้รับบาดเจ็บจากการต่อสู้

จินอิจิ คาวาคามิ ผู้นำคนที่ 21 รุ่นสุดท้ายของตระกูลนินจาโคงะสุดเก่าแก่

ในปัจจุบันมันยังคงถูกใช้ในศาสนาชูเกนโดะ หรือผู้ที่ยึดถือแนวทางการปฏิบัติแบบเรอิกิ (ศาสตร์การบำบัดด้วยพลังธรรมชาติ) อีกทั้ง ผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่า หากใครที่ประสบปัญหานอนไม่หลับ หรือกำลังเคร็งเครียดกับการสอบสำคัญที่กำลังจะมาถึง การประสานอินสามารถช่วยคุณได้จริง ๆ นะ

Fact – รู้หรือไม่ว่า ? นินจาสมัยก่อนเคยใช้ “ท่าวิ่งแบบนารูโตะ” ด้วยนะ แต่ไม่ได้ใช้เพื่อเพิ่มความเร็วแต่เป็นการวิ่งเพื่อประหยัดพลังงานมากกว่า เพราะเมื่อเทียบกับการวิ่งปกติที่จะต้องแกว่งแขนตลอดเวลาจึงทำให้สิ้นเปลืองพลังงาน แต่การวิ่งแบบเก็บแขนไปด้านหลังและโน้มตัวไปข้างหน้า จะทำให้ใช้กล้ามเนื้อขาเป็นหลัก เหมาะกับนินจาที่ฝึกฝนมาเป็นอย่างดีจึงทำให้วิ่งได้นานขึ้น

แต่ทว่า เจเนบา ทาร์โมห์ นักวิ่งชาวอเมริกันเจ้าของเหรียญทองโอลิมปิกประจำปี 2012 ทำการทดลอง “วิ่งท่าธรรมดา VS ท่านารูโตะ” ในระยะทาง 50 เมตร ผลปรากฏว่า ท่าวิ่งธรรมดาทำเวลาได้ 7.11 วินาที // ส่วนท่าวิ่งนารูโตะทำเวลาได้ 7.3 วินาที

จำนวนทั้งหมด 2384 รายการ
1
2
3
4
5
...
199